RSS

Category Archives: คำเทศนา โดย ศจ.สันติ

รวมคำเทศนา ของ ศจ.สันติ แดงเรือน

น้ำพระทัยพระเจ้า จากถิ่นทุรกันดาร

 

เผยพระวจนะ กันดารวิถี 20:1-13
หัวข้อ : “น้ำพระทัยพระเจ้า จากถิ่นทุรกันดาร”
สันติ แดงเรือน                                              อาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2006
คำนำ   
เมื่อคนอิสราเอลเดินทางอพยพออกจากประเทศอียิปต์ ปีสุดท้ายพวกเขาเดินทางถึงถิ่นทุรกันดารสีน ณ สถานที่แห่งนี้ มีเรียมพี่สาวของโมเสสก็ได้เสียชีวิต ตอนท้ายของบทเดียวกันก็บันทึกการเสียชีวิตของอาโรนที่ภูเขาโฮร์ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พระเจ้าให้คนที่ออกมาจากอียิปต์ ที่เคยเป็นทาส ทั้งกายและจิตใจ สุดที่จะแก้ไขได้ ทยอยตายครบตามคำตรัสของพระองค์คือ คนที่เกิดในอียิปต์จะไม่มีใครได้เข้าแผ่นดินแห่งคำทรงสัญญา ยกเว้นโยชูวากับคาเลบและชนรุ่นใหม่ที่เกิดในถิ่นทุรกันดารระหว่างการเดินทาง 40 ปี เท่านั้น
ขณะนี้เหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆ ก็จะสิ้นปีอีกแล้ว ตลอดทั้งปี พี่น้องและผมเคยบ่นอะไรบ้าง? เราเคยทำให้ใครโกรธจนเสียศูนย์แบบโมเสสบ้าง? ใกล้คริสตมาสแล้วเป็นเวลาที่เราต้องเลิกบ่นต่อกัน เป็นเวลาที่เราต้องหันหน้ามาอวยพรกัน ช่วยกันนำคนมาหาพระคริสต์เยอะๆ ฉวยโอกาสเปลี่ยน พ.ศ./ค.ศ. ด้วยการช่วยผู้คนเปลี่ยนชีวิตให้กลับมาหาพระเจ้า Read the rest of this entry »
 

วัตถุประสงค์ของการมีชีวิตที่เกิดผล

 

เผยพระวจนะ พระธรรมเอเฟซัส 1:11-12 , ยอห์น 15: 2; 8
หัวข้อ : “ วัตถุประสงค์ของการมีชีวิตที่เกิดผล ”
สันติ แดงเรือน                                                   อาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2006
คำนำ   
            ตลอด 9 เดือนที่ผ่านไปเราได้พูดถึง “ชีวิตที่เกิดฝ่ายพระวิญญาณ” เมื่อ วันจันทร์-ศุกร์ที่ผ่านไปนี้ สภาคริสตจักร ได้จัดประชุมสมัชชาสภาคริสตจักร หัวข้อหลักในการศึกษาพระวจนะของการประชุมครั้งนี้ รวมทั้งเรื่องที่เน้นมาตลอดทั้งปีคือ จงออกไปเกิดผล คริสตจักรหลายแห่งก็เน้นการมีชีวิตที่เกิดผล ไม่ว่าจะเกิดผลอย่างไรก็ตาม ผมมีคำถามว่า ทำไมคริสเตียนต้องเกิดผล เกิดผลเพื่ออะไร หรือวัตถุประสงค์ของการเกิดผลของเราคืออะไร  ทำไมมะม่วงต้องออกดอกออกลูก? เราจะเกิดผลเหมือนต้นไผ่หรือเปล่า? บ่อยครั้งในชีวิตของเราแต่ละวันพี่น้องเคยเอะใจถามตนเองไหมว่าวันนี้ฉันทำงานเพื่ออะไร? ทำไมจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ? เพื่ออะไร? ฉันทานอาหารทำไม? บางทียิ่งกินยิ่งอ้วน ทำไมต้องรักษาสุขภาพให้ดี? ทำไมฉันต้องมาโบสถ์? จากพระคัมภีร์ 3-4 ข้อ ในวันนี้ผมให้หัวข้อที่เราจะพิจารณาด้วยกันว่า วัตถุประสงค์ของการมีชีวิตที่เกิดผลRead the rest of this entry »
 

คิดให้ดีก่อนพูดและทำ

 

เผยพระวจนะ พระธรรม 1 ซามูเอล 26:1-16
หัวข้อ : “ คิดให้ดีก่อนพูดและทำ ”
สันติ แดงเรือน                                                อาทิตย์ที่ 24  กันยายน 2006
คำนำ
            มีหญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิตไปไม่นานคนหนึ่ง ได้พาลูกๆ 3 คนย้ายไปอาศัยที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพราะต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ เมืองนี้มีชื่อเสียงว่าเป็นเมือง
คริสเตียนเมืองหนึ่งในอเมริกา พลเมืองเป็นคริสเตียนเกือบทั้งหมด เมืองนี้มีขนาดเล็กมาก เมื่อมีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามา ผู้คนต่างแสดงความเห็นใจและต้อนรับอย่างอบอุ่น ทำให้หญิงหม้ายกับลูกทั้งสามคนประทับใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง คำพูดไร้สาระเริ่มแพร่ไปทั้งเมือง ประการแรก
: หญิงหม้ายผู้นี้ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่เคยทำงานบ้านเลย หากไม่มีใครพาลูกๆ ของนางไปรับประทานอาหาร นางก็ไม่เคยทำอาหารให้ลูกรับประทาน แต่กลับให้เงินไปหาซื้อกินเองข้างนอก หรือซื้อขนมปังแบบง่ายๆรับประทานกัน   Read the rest of this entry »
 

รางวัลของการอ่อนน้อมถ่อมตน

 

เผยพระวจนะ พระธรรมเอสเธอร์ 2: 5-18, ยากอบ 4:10
หัวข้อ : “รางวัลของการอ่อนน้อมถ่อมตน”
สันติ แดงเรือน                                                      อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2006
คำนำ
            ชายนักธุรกิจคริสเตียนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้ไปเยี่ยมคริสตจักรแห่งหนึ่ง เขาได้รับเชิญให้กล่าวในช่วงต้อนรับ เขาไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่พระเจ้าทำเพื่อเขา โดยเขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้รับความสำเร็จในงานธุรกิจที่ทำอยู่ ทำให้มีบ้านใหญ่โต มีครอบครัว มีชื่อเสียง มีเงินมากพอที่จะกำหนดโครงการอะไรๆ ตามใจต้องการได้ และยังมีเงินพอสำหรับการถวายสำหรับงานคริสเตียน ข้าพเจ้ามีสุขภาพดี มีอนาคตที่สดใส มีหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนข้าพเจ้าและพระเจ้าจะต้องให้อะไรแก่ข้าพเจ้าอีก…” ในทันใดนั้นเสียงดังจากด้านหลังของห้องนมัสการนั้น ว่า “ก็ความถ่อมใจงัยล่ะ”
            ใช่แล้ว ชีวิตของคริสเตียนควรมีความถ่อมใจและพระเจ้าจะยกเราขึ้น ส่วนคนที่ยกตนเองขึ้นพระเจ้าจะเหยียดเขาลง เราควรสำนึกอยู่เสมอว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานความสำเร็จให้และเพราะพระคุณของพระเจ้าจึงทำให้เรามีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้
 
เนื้อหา
พระวจนะของพระเจ้าที่นำมาพิจารณาร่วมกันในเช้าวันนี้ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของเรา เป็นพระธรรมหนึ่งในสองเล่มของพระคัมภีร์ ซึ่งไม่ปรากฏคำว่า “พระเจ้า” แม้แต่คำเดียว อีกเล่มคือพระธรรมซาโลมอนที่เปรียบความรักของซาโลมอน เป็นเหมือนความรักของพระเจ้าที่ติดตามหามนุษย์   ส่วน เอสเธอร์ เป็นหนังสือที่บันทึกการช่วยกู้ให้รอดของพระเจ้าที่ทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด แม้ว่าประชากรของพระองค์อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถออกพระนามของพระเจ้าได้ แต่พระเจ้าทรงยกคนของพระองค์ขึ้น และช่วยกู้คนทั้งชาติให้รอดพ้นจากการล้างเผ่าพันธุ์
กษัตริย์อาหสุเอรัส (เซอร์ซีส ที่ 1) ครองราชย์ปี 486-465 กคศ. ทรงครอบครองตั้งแต่ประเทศอินเดียถึง ประเทศเอธิโอเปียเหนือมีเมืองทั้งหมด127มณฑลนั้น รวมทั้งอิสราเอลด้วยคืออิสราเอลเป็นเมืองขึ้นของบาบิโลน เมื่อบาบิโลนแพ้ต่อเปอร์เซีย อิสราเอลก็ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย ชาวยิวส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมืองสุสา
เรื่องราวของเอสเธอร์แม่แห่งชาติ ที่ช่วยชาวยิวพ้นจากวิกฤต ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังและมีสติปัญญา เปิดฉากขึ้นในพระราชสำนักของกษัตริย์อาหสุเอรัสแห่งเปอร์เซีย ทรงพระราชทานการเลี้ยงแก่เจ้านายข้าราชการ นายทัพทั้งหลาย และทรงประสงค์จะอวดความงามของพระราชินีวัชที จึงทรงมีพระบัญชาให้พระราชินีสวมมงกุฎและเข้าเฝ้า แต่พระราชินีมิได้เสด็จมา จึงปรึกษากับเจ้านายทั้งเจ็ดของเปอร์เซียว่าจะทำอย่างไรที่พระราชินีขัดพระบัญชา ผลปรากฎว่าให้ถอดออกจากตำแหน่งพระราชินี และออกกฏหมายไปยังมณฑลตามภาษามณฑลนั้นๆ ให้ผู้หญิงให้ความเคารพสามี เพื่อมิให้พระราชาทรงโศกเศร้า ช้าราชการจึงหาหญิงงามทั้งหลายมาไว้ในฮาเร็มให้พระราชาทรงสำราญ
เอสเธอร์หญิงสาวชาวอิสราเอลเป็นหญิงคนหนึ่งที่งามและถูกนำเข้ามาในฮาเร็ม แต่มิได้มีใครทราบว่าเธอเป็นหญิงอิสราเอล และเอสเธอร์เป็นที่พอพระทัยของพระราชา จึงได้ครองตำแหน่งพระราชินีของเปอร์เซีย(2.17) พระนางเอสเธอร์มีญาติ(ลูกพี่ลูกน้อง) ผู้ที่เลี้ยงพระนางมาชื่อโมรเดคัย เป็นผู้ที่หวังดีและคอยช่วยเหลือดูแลพระนางมาตลอดเวลา ครั้งหนึ่งได้รับข่าวการปองร้ายต่อพระชนม์ของพระราชา โมรเดคัยจึงมาแจ้งต่อพระนางเอสเธ อร์ พระนางจึงทูลต่อพระราชา พระราชาจึงทรงรอดพ้นจากการถูกลอบปลงประชนม์ เพราะการช่วยเหลือของโมรเดคัยและพระนางเอสเธอร์ ความดีของโมรเดคัยจึงถูกบันทึกไว้
เมื่อพระราชาทรงตั้งฮามานเหนือข้าราชการทั้งปวง เทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระราชาทรงบัญชาให้ข้าราชการที่ประตูพระราชวัง กราบลงแสดงความเคารพต่อฮามานทุกครั้งที่ผ่านไปมา แต่โมรเดคัยไม่ยอมกราบฮามาน ฮามานจึงคิดแก้แค้นโดยกราบทูลให้พระราชาทรงออกกฤษฎีกาทำลายสังหารคนอิสราเอลทั้งปวง ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ในวันที่ 13 เดือน อาดาร์ และให้ริบทรัพย์สมบัติทั้งหมด โดยฮามานได้รับหน้าที่เป็นผู้ออกกฤษฎีกานี้ และได้ประกาศไปทั่วราชอาณาจักร ฝ่ายชาวอิสราเอลทั้งหลายก็อดอาหารไว้ทุกข์ พระนางเอสเธอร์ไม่ทราบเรื่อง แต่ทรงเห็นโมรเดคัยไว้ทุกข์จึงส่งคนมาถาม เมื่อได้ทราบและรับคำขอร้องของโมรเดคัยให้ช่วยชีวิตของคนอิสราเอลแล้ว พระนางเอสเธอร์ทรงจัดการเลี้ยง พระราชาและฮามาน 2 วัน วันแรกทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อยเป็นที่พอพระทัยพระราชาและพอใจฮามานอย่างยิ่ง แต่เมื่อฮามานผ่านประตูพระราชวัง พบโมรเดคัยผู้ไม่ยอมทำความเคารพจึงโกรธอย่างยิ่ง ได้ปรึกษาพรรคพวกและได้ทำตะแลงแกงไว้ เพื่อจะแขวนโมรเดคัย
ในคืนเดียวกันพระราชาบรรทมไม่หลับ จึงทรงตรวจบันทึกเหตุการณ์ของพระราชา เมื่อข้าราชการได้อ่านถวายก็ปรากฎเรื่องโมรเดคัยได้ช่วยพระราชาให้พ้นจากการถูกลอบปลงพระชนม์ และยังไม่ได้ทำอะไรให้แก่โมรเดคัย พอดีฮามานกลับมาเพื่อจะทูลให้พระราชารับสั่งให้แขวนโมรเดคัยบนตะแลงแกง เมื่อพระราชาทรงเห็นฮามานจึงถามฮามานว่า ถ้าหากพระองค์ทรงประสงค์จะให้เกียรติแก่ใครสักคนหนึ่งควรจะทำอย่างไร ฮามานคิดว่า คงเป็นตัวของเขาเองจึงแนะนำเสียอย่างสูงส่ง คือให้สวมเสื้อผ้าซึ่งเป็นฉลองพระองค์ของพระราชา และให้แห่ผู้นั้นไปทั่วกรุง พร้อมทั้งให้มีผู้ประกาศว่า “ผู้ที่พระราชาพอพระทัยจะประทานเกียรติยศก็เป็นเช่นนี้แหละ” พระราชาทรงรับคำแนะนำ แต่สั่งให้ฮามานจงไปทำเช่นนั้นแก่โมรเดคัยทุกประการ เป็นผลให้ฮามานต้องกลับไปคลุมศีรษะร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ
ในการเลี้ยงคืนที่สอง ยังมีฮามานและพระราชาตามเดิม พระองค์ทรงถามพระนางเอสเธอร์ภายหลังการเลี้ยงแล้วว่า ถ้าพระนางประสงค์สิ่งใดจะพระราชทานจนถึงกึ่งหนึ่งของราชอาณาจักร พระราชินีจึงทูลพระราชาถึงแผนการร้ายที่คนอิสราเอลจะถูกฆ่าทั้งหมดรวมทั้งพระราชินีด้วย พระราชาทรงพิโรธตรัสถามว่าเป็นผู้ใดที่คิดการร้ายนั้น เมื่อทรงทราบเป็นฮามานจึงทรงพิโรธแล้วตรัสสั่งให้แขวนฮามานบนตะแลงแกงที่เขาทำไว้เอง
หลังจากนั้นพระราชาก็ได้แต่งตั้งโมรเดคัยขึ้นแทนฮามาน มีกฤษฎีกาให้คนอิสราเอลสามารถป้องกันตนเองได้ ทำให้คนเปอร์เซียที่มาทำร้ายคนอิสราเอลถูกฆ่าอย่างน้อย 75,000 คน ในงานเลี้ยงฉลองของคนอิสราเอล พระเจ้าช่วยกู้ให้รอดปลอดภัยแม้จะยังไม่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงเอสเธอร์จะไดรับการยกขึ้นให้เป็นราชินี แต่โมรเดคัยคนยิวยังได้รับตำแหน่งรองกษัตริย์อาหสุเอรัส   และท่านเป็นใหญ่ท่ามกลางพวกยิว   และเป็นที่ชอบพอของมวลญาติพี่น้องของท่าน   เพราะท่านแสวงหาความสุขให้ชนชาติของท่าน   และพูดให้เกิดสันติสุขแก่พงศ์พันธุ์ทั้งปวงของท่าน (10.3) พระธรรมเอสเธอร์จึงจบลงด้วยความสงบสุขของคนยิวในต่างแดน
ในเหตุการณ์เช่นนี้ถ้าหากเอสเธอร์ไม่อ่อนน้อมถ่อมตนเองลงเป็นเหมือนสาวคนอื่นๆ ปฏิเสธการเตรียมตัวเข้าเฝ้าพระราชาซึ่งใช้เวลาถึง 1 ปี เราคงไม่มีพระคัมภีร์เล่มนี้ ส่วนชาวยิวเองคงจะไม่ได้รับความปลอดภัย และเรายังพบอีกมุมหนึ่งของการเขียนพระธรรมเล่มนี้คือการกระทำอย่างสุภาพซึ่งเป็นความกล้าหาญของสตรีรูปงามคนนี้ พระเจ้าทรงยกหญิงสาวเชลยขึ้นเป็นราชินีได้ พระเจ้าทรงยกคนที่ต่ำต้อยขึ้นให้เป็นผู้นำและช่วยคนของพระองค์ให้ได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ พระองค์จะทรงกระทำเช่นนี้ในชีวิตของคุณแม่ทั้งหลาย ของพี่น้องและผมได้ ถ้าเราจะอ่อนน้อมถ่อมตนลงเช่นกันนั้น
พี่น้องที่รัก ความอ่อนน้อมถ่อมตน ในภาษา กรีกหมายความว่า “การเป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่เป็นคนหัวแข็ง แต่เป็นคนสุภาพอ่อนโยน” กำลังที่อ่อนโยน   เป็นลักษณะที่ออกมาจากภายในจิตใจ โดยการตีคุณค่าตนเองตามพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระคุณของพระเจ้าจึงทำให้เรามีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ซึ่งนำไปสู่จิตใจที่ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงอนุญาตให้ เกิดขึ้นในชีวิตของเราทั้งดีและไม่ดี
ความสุภาพอ่อนน้อมเกิดจากความเข้าใจตนเองและเห็นถึงความต้องการของคนอื่น มิใช่แสร้งทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเหมือนฮามานทำ แต่เป็นเช่นราชินีเอสเธอร์ได้สำแดงออกมา ซึ่งคริสเตียนทั้งหลาย ถือว่าเราเป็นคนรับใช้ของพระเจ้าควรมีสิ่งนี้ประดับชีวิต อาจารย์เปาโลได้กล่าวว่า
“ฝ่ายผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท   แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน   เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน 25ชี้แจงให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าใจด้วยความสุภาพ   ว่าพระเจ้าอาจจะทรงโปรดให้เขากลับใจ   และมาถึงซึ่งความจริง                                                                                                        (2 ทธ.2.24-26)
 
สรุป
ความสุภาพอ่อนน้อม ไม่ใช่เครื่องหมายของความอ่อนแอ แต่เป็นความเข้มแข็งและเป็นอาวุธที่มีพลังในพระหัตถ์ของพระเจ้า เพื่อให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ เพราะต้องมีความกล้าหาญจึงประพฤติตนด้วยความสุภาพได้ 
พระเยซูทรงถ่อมพระทัยลงจนถึงความมรณา พระเจ้าจึงทรงยกพระองค์ขึ้น ทำให้ทุกเข่าทั้งในสวรค์และโลก คุกลงและทุกลิ้นพร้อมใจกันสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าและ “เมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน 9เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง   และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ 10เพื่อเพราะพระนามนั้นทุกเข่า ในสวรรค์   ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก   จะคุกลงกราบ พระเยซู 11และเพื่อทุกลิ้นจะยอมรับ     ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า (ฟป.2.8-10)
            พระวจนะของพระเจ้าในพระธรรมมัทธิว 5.5 พระเยซูคริสตเจ้าได้ตรัสว่า
“บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยนผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก
และท่านยากอบเองก็บอกเราว่า
ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น(ยากอบ 4.10)
แม่ลูกคู่หนึ่งได้เดินไปในทุ่งนาช่วงฤดูเกี่ยวในขณะทีพวกเธอมองไปในท้องทุ่งที่เหลืองอร่าม ลูกสาวพูดขึ้นว่า “แม่ค่ะ ดูยอดข้าวพวกนี้สิมันชูยอดขึ้นย่างภาคภูมิใจ มันต้องเกี่ยวได้
เมล็ดที่อวบเต็มที่ขายได้ราคาดีแน่เลย
“ไม่หรอกลูก” แม่ตอบ แล้วเด็ดรวงข้าวนั้นขยี้ให้ลูกสาวดูแล้วอธิบายว่า  “มีเมล็ดข้าวที่
รีบนิดเดียวเท่านั้น แต่รวงข้าวที่โน้มยอดลงต่างหากที่จะมีเมล็ดข้าวอวบใหญ่เต็มที่ ที่
เราสามารถเก็บไปใช้รับประทานและขายได้

ขอพระเจ้าช่วยเราให้มีจิตใจที่ถ่อมลง เพราะพระองค์จะแสดงพระกรุณาแก่เรา พระองค์แสดงความเมตตากรุณาเมื่อเราหันมาหาพระองค์ พระองค์จะชูคนต่ำต้อยขึ้นตามพระคุณของพระองค์ นี่คือรางวัลของการอ่อนน้อมถ่อมตน อาเมน.

 

บทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้า

 

เผยพระวจนะ พระธรรมมาลาคี 3:6-12
หัวข้อ: “บทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้า”
สันติ แดงเรือน                                              อาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2006
คำนำ              
            บ่ายวันหนึ่งชายวัยกลางคนจูงลูกชายสองคนไปชมละครสัตว์ พอไปถึงตรงช่องขายตั๋วก็ถามพนักงานขายว่า “มีตั๋วสำหรับเด็กไหม” พนักงานบอกว่า “ไม่มีครับ เราขายบัตรราคาเดียว คือ 150 บาททุกที่นั่ง และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู ลูกคุณอายุเท่าไรล่ะครับ”
            ผู้เป็นพ่อตอบว่า “คนเล็ก 5 ขวบ คนโต 7 ขวบพอดี งั้นผมขอซื้อตัวสองใบ”   พนักงานขายตั๋วชะโงกหน้าออกมาดูเด็กทั้งสองคนแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ขอโทษ ไม่ทราบคุณรวยมาจากไหน ทำไมคุณไม่ประหยัดสัก 150 บาท ไว้ซื้อขนมให้เด็กๆ            เพียงคุณบอกว่าลูกคนโตอายุ 6 ขวบเท่านั้น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กอายุ 6 ขวบกับ 7 ขวบจะมีความแตกต่างกันตรงไหน
            ชายคนนี้ตอบพนักงานขายตั๋วว่า “ถูกของคุณ ผมอาจจะบอกว่าลูกคนโตของมอายุ 6 ขวบก็ได้ และคุณก็ไม่มีทางรู้ความจริงว่า ลูกคนโตของผมอายุเท่าไรตามที่คุณว่า แต่ลูกทั้งสองของผมก็รู้ว่าความจริงเขาอายุเท่าไร นี่คือเงินค่าตัวสองใบ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำขอพระเจ้าอวยพระพร”   เสียงลูกชายคนเล็กพูดขึ้นมา ว่า “ยอดไปเลยคุณพ่อ คุณพ่อทำเหมือนกับที่สอนพวกหนูไว้เปี๊ยบเลย”
            บางทีโอกาส ที่ทำให้เราละเลยความสัตย์ซื่อ ก็มาทดลองเราได้บ่อยครั้ง แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้นว่า แม่ค้าทอนเงินเกินเราคืนให้เขาหรือเก็บใส่กระเป๋า? หรือสิ่งที่เราพบบ่อยมาก เมื่อเราขับรถไปถึงสี่แยกแล้วไฟสัญญาณสีเหลืองให้เตรียมหยุดก็โชว์พอดี เราเหยียบเบรคหรือคันเร่ง? พระวจนะของพระเจ้าที่เราจะพิจารณาด้วยกันในเช้าวันนี้ผมให้หัวข้อ ว่า “บทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้า”
 
เนื้อหาสาระ
            พระธรรมมาลาคีได้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่น่าวิตกคือมีความเข้าใจเรื่องการนมัสการที่ผดเพี้ยนไป ผู้ชอบธรรมมีความท้อถอย คนทำผิดมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นเหตุให้คนเห็นผิดเป็นชอบและเกิดความเบื่อหน่ายพร้อมที่จะทิ้งความเชื่อ มีปัญหาการแต่งงานกับคนต่างชาติเป็นผลให้ครอบครัวแตกแยก ละทิ้งความเชื่อ ละทิ้งชาติและชนชาติของพระเจ้ากำลังจะถูกกลืนเพราะชาวต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเพราะการแต่งงาน
 มาลาคีทำงานในกรุงเยรูซาเล็มประมาณระหว่างปี 460-450 กคศ.เป็นเวลาที่พระวิหารที่ถูกกองทัพบาบิโลนทำลายนั้น ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เสร็จแล้ว (515 กคศ.) โดยการอนุญาตของกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ที่เอาชนะบาบิโลน (538 กคศ.) มาลาคีมีชีวิตอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างลำบากเพราะสังคมกำลังหลงทาง จวนจะกู่ไม่กลับ พระเจ้าทรงใช้ มาลาคี(ตามชื่อนี้แปลว่า ทูตของพระเจ้า) เพื่อมาเตือนให้คนอิสราเอลกลับมาหาพระเจ้า รักษาพันธสัญญาอย่างสัตย์ซื่อ ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัย พระประสงค์ของพระเจ้า มีหนังสือธรรมบัญญัติเป็นมาตรฐาน ธรรมบัญญัตินี้คือหนังสือห้าเล่มแรกของพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งชาวยิวเรียกว่า “โทราห์” หมายถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นเอง
จากพระธรรมตอนนี้ ให้เราดูบทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้าด้วยกัน
 
ประการแรก ประชากรของพระเจ้าต้องสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญา (6-7ก)
[เพราะว่าเราคือพระเจ้าไม่มีผันแปร โอ บุตรยาโคบเอ๋ย เจ้าทั้งหลายจึงไม่ถูกเผาผลาญหมดเจ้าได้หันเหไปเสียจากกฎเกณฑ์ของเราและมิได้รักษาไว้ ตั้งแต่ครั้งสมัยบรรพบุรุษของเจ้า] 
พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ตรัสว่า  “เพราะว่าเราคือพระเจ้าไม่มีผันแปร” พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า นิรันดร์กาล พระองค์ทรงเหมือนเดิม ถ้าพระเจ้าไม่เหมือนเดิมอิสราเอลคงจะถูกเผาไปแล้ว และที่ภูเขาซีนายทรงประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอลให้เขาเป็นประชากรของพระองค์ มีเงื่อนไขคือให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อฟังตามพระบัญญัติ ด้วยการรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดกำลังความคิด และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง สัตย์ซื่อต่อพันธสัญญานี้ แล้วพระเจ้าจะยกพวกเขาขึ้น อวยพระพร ให้อยู่เย็นเป็นสุข
การเป็นคนสัตย์ซื่อความหมายว่าผู้นั้นมีความน่าเชื่อถือ สามารถไว้ใจได้ ยึดมั่นในข้อเท็จจริง เป็นความสัมพันธ์กับพระเจ้าและมนุษยชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในพระคัมภีร์กล่าวถึงเป็นการยึดมั่นรักษาพันธสัญญาของพระเจ้า คือต้องรักและสัตย์ซื่อ ประพฤติ ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่คิดคด ทรยศ เป็นกบฏต่อพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวต่อพระเจ้า
ความไม่สัตย์ซื่อของคนอิสราเอลในยุคของมาลาคีคือการนมัสการที่ผิดๆ สักแต่ทำตามพิธี บางคนทำเอาหน้า ทำโดยจำใจเพราะเป็นกฏ การนมัสการจึงมิได้ออกมาจากใจจริง คดโกง นำสิ่งของเลวๆ ไม่มีคุณภาพมาถวาย มักง่าย ตั้งแต่ปุโรหิตลงไปถึงประชาชน การผิดต่อพันธสัญญาอย่างนี้เป็นบาปฉกรรจ์อีกบาปหนึ่ง เป็นปัญหาที่ต้องกลับใจเสียโดยด่วน และมาลาคีก็ชี้ให้เห็นว่า ปุโรหิตที่ดีคือผู้ที่มีคำสอนที่แท้จริง เป็นทูตของพระเจ้า ดำเนินชีวิตด้วยสันติและเที่ยงตรง นำคนให้พ้นจากความผิดบาป
            พี่น้องที่รัก เมื่อเราได้เข้ามาเป็นบุตรของพระเจ้าดำเนินชีวิตตามฝ่ายพระวิญญาณ เราก็เป็นคนนั้นที่ต้องสัตย์ซื่อ ต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าและพี่น้อง ทุกคนที่เข้าพิธีบัพติศมาศักดิ์สิทธิ์ เราได้สัญญาว่า “ …จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระเจ้าและกับบรรดาสมาชิกด้วยใจถ่อมและอ่อนสุภาพ ร่วมนมัสการ อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์กับบรรดาธรรมิกชนในพระวิหาร ด้วยความสัตย์ซื่อ ต่อองค์พระเยซูคริสต์ตลอดชีวิต …ยินดีถวายส่วนทรัพย์ที่พระเจ้าทรงประทาน เพื่อจะมีส่วนในพระราชกิจของพระองค์ …ยินดีนำคนอื่นๆ มารับชีวิตใหม่ในพระองค์” มีใครจำคำสัญญานี้ได้บ้าง เราจึงจำเป็นต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า สัตย์ซื่อต่อคริสตจักร ต่อพี่น้อง สัตย์ซื่อต่อคู่สมรส-ครอบครัว รวมทั้งยังคงรักษาความสัตย์ซื่อในอาชีพการงาน มีจรรยาบรรณ เป็นคนที่มีจริยธรรมสูง แม้เราจะอยู่ในสังคมที่ลูบหน้าปะจมูก ละเว้นคนทำผิด หาเรื่องคนทำความดี แต่เราไม่สามารถเป็นเหมือนกับอาดัมที่กินผลไม้ที่เอวาส่งให้ได้อีก แม้เราจะอด จะเสียหน้าของตนเอง หรือเสียผลประโยชน์ของตนเอง
            – ตัวอย่าง เราจำได้เมื่อคนอิสราเอลเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าทุกประการสิ่งใดที่เขาทำก็ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น ครั้งหนึ่ง เมื่ออิสราเอลบุกโจมตียึดเมืองเยรีโคได้สำเร็จ และโยชูวาสั่งให้ทำลายสิ่งของทั้งหมด ยกเว้น เงิน ทองและโลหะให้นำมาเก็บไว้ในคลังของพระเจ้าแต่มีชายคนหนึ่งชื่ออาคาน เห็นสิ่งที่ต้องทำลายนั้นแล้วนึกเสียดาย จึงเก็บไว้เป็นของตน ต่อมาคนอิสราเอลต้องออกรบกับชาวเมืองอัย ปรากฏว่า การรบกับชาวเมืองอัยซึ่งมีประชากรเพียงหยิบมือ แต่กองทัพอิสราเอลแพ้อย่างไม่เป็นท่า มีสาเหตุมาจากชายคนเดียวที่ไม่สัตย์ซื่อ ด้วยการยักยอกทรัพย์นั้น    ในที่สุดอาคานกับครอบครัวก็ถูกลงโทษตามการกระทำของเขา  
ขอพระเจ้าช่วยผมและพี่น้อง ให้เราสัตย์ซื่อต่อคำมั่นสัญญาที่เราได้ปฏิญาณต่อพระองค์
 
ประการที่สอง การคืนทศางค์ที่เต็มขนาด (7ข-10ก)
[พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า เจ้าจงกลับมาหาเรา และเราจะกลับมาหาเจ้าทั้งหลาย แต่เจ้ากล่าวว่า 'เราทั้งหลายจะกลับมาสถานใด' จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา   แต่เจ้ากล่าวว่า   'เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร'   ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์ และเครื่องบูชานั่นซี 9 เจ้าทั้งหลายต้องถูกสาปแช่งด้วยคำสาปแช่ง   เพราะเจ้าทั้งหลายทั้งชาติฉ้อเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์ เต็มขนาดมาไว้ในคลัง   เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา ]
การคืนทศางค์เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อให้ประชาชนเรียนรู้ การยำเกรง เชื่อฟังพระองค์ รักพระเจ้า รักมนุษย์ ให้รู้ว่าเรี่ยวแรงกำลังของเขานั้นพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ เขาต้องนำทศางค์มาไว้ในคลังของพระเจ้าที่พระวิหาร   พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 14.23  กล่าวว่า
“ ท่านจงรับประทานทศางค์ที่ได้จากข้าว หรือเหล้าองุ่นของท่าน   หรือน้ำมันของท่าน   และผลรุ่นแรกจากฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่าน ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านใน สถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้   เพื่อให้พระนามของพระองค์สถิตที่นั่นเพื่อท่านทั้งหลายจะ ได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายเสมอ
ทศางค์หรือที่เราเรียกว่าสิบลด ประชาชนต้องนำทศางค์อย่างสัตย์ซื่อจากเรือกสวนไร่นาและฝูงสัตว์นำมาคืนแด่พระเจ้าและมอบเป็นส่วนให้แก่คนเลวี และเลวีเองก็จะมอบทศางค์แก่ ปุโรหิตอีกทีหนึ่ง รวมทั้งทศางค์เหล่านี้ก็จะเป็นส่วนที่นำมาเลี้ยงดูคนแปลกหน้า แม่ม่ายและเด็กกำพร้า ปุโรหิตและคนเลวี ไม่มีที่ดินอาศัยเป็นของตนเอง ไม่มีอาชีพอื่น นอกจากดูแลพระวิหารกับการนมัสการ การถวามเครื่องบูชาในพระวิหารเท่านั้น การถวายนี้เป็นพันธสัญญาเพื่อว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาจะทรงอำนวยพระพรแก่บรรดากิจการซึ่งมือของเขาทั้งหลายได้กระทำนั้น
แต่สิ่งที่ประชาชนนำมาถวายกันคือสัตว์พิการ เครื่องบูชาที่เป็นมลทิน ทศางค์ที่ไม่เต็มขนาด สิ่งดีเก็บไว้กับตัว สิ่งไม่ดีนำมาที่พระวิหารและให้แก่คนยากจน ที่เขาทำถวายพระเจ้านั้น จึงเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เป็นการฉ้อพระเจ้า โกงพระเจ้า แต่ก็ยังบอว่าสิ่งนี้ไม่ผิด พฤติกรรมของคนเป็นอันมากป่าวร้องความ จงรักภักดีของเขาเอง แต่ไม่มีคนสัตย์ซื่อ (สภษ 20.6)
 พระเจ้าตรัสผ่านมาลาคีว่า 
6“บุตรก็ย่อมให้เกียรติแก่บิดาของเขา  คนใช้ก็ย่อมให้เกียรตินายของเขา   แล้วถ้าเราเป็นพระบิดา   เกียรติของเราอยู่ที่ไหน   และถ้าเราเป็นนาย   ความยำเกรงเรามีอยู่ที่ไหน   นี่แหละพระเจ้าจอมโยธาตรัสแก่ท่านนะ   โอ บรรดาปุโรหิตผู้ดูหมิ่นนามของเรา ท่านก็ว่า   'ข้าพระองค์ทั้งหลายดูหมิ่นพระนามของพระองค์สถานใด' 7ก็โดยนำอาหารมลทินมาถวายบนแท่นของเราอย่างไรล่ะ   แล้วท่านว่า   'ข้าพระองค์ทั้งหลายกระทำให้มันเป็นมลทินสถานใด'   ก็โดยคิดว่าโต๊ะของพระเจ้านั้นเป็นที่ดูหมิ่นอย่างไรล่ะ 8เมื่อเจ้านำสัตว์ตาบอดมาเป็นสัตวบูชา กระทำเช่นนั้นไม่ชั่วหรือ และเมื่อเจ้าถวายสัตว์ที่พิการหรือป่วย กระทำเช่นนั้นไม่ชั่วหรือ พระเจ้าจอมโยธา ตรัสว่า จงนำของอย่างนั้นไปกำนัลเจ้าเมืองของเจ้าดู เขาจะพอใจเจ้าหรือ จะแสดงความชอบพอต่อเจ้าไหม”    (มาลาคี 1.6-8)
- ทศางค์ที่ถูกต้อง ตัวอย่างของการเลือกทศางค์จากฝูงสัตว์จะทำดังนี้คือ เขายืนนับสัตว์ที่กำลังเข้าคอกคัดเอาทุกตัวที่สิบไม่ว่าดีหรือไม่ นำไปถวายพระเจ้า ถ้าใครอยากถวายเงินแทนพืชหรือสัตว์เลี้ยง ก็ต้องตามราคาที่ปุโรหิตกำหนดให้ และต้องเพิ่มอีกหนึ่งในห้า(20 %) ของราคานั้นเป็นค่าปรับ เพราะเขาได้เอาของถวายแด่พระเจ้าแล้วกลับมาใช้เอง ส่วนถวายเครื่องบูชาก็ต้องนำสัตว์ที่ดีที่สุด พืชที่ดีที่สุดมาถวายแด่พระเจ้า
- ในพันธสัญญาใหม่ไม่ได้บอกว่าคริสเตียนต้องคืนทศางค์ เป็นเหตุให้บางคนบอกว่า เป็นเรื่องที่พ้นสมัยไปแล้วตามพระบัญญัติ ความจริงแม้ว่าพันธสัญญาใหม่ไม่ได้บอกเรื่องนี้ แต่พระคัมภีร์ใหม่ก็ไม่ได้ยกเลิกพระคัมภีร์เดิม พระวจนะของพระเจ้าคือพระวจนะของพระเจ้าที่มีฤทธิ์เดช มีพลานุภาพอยู่เสมอ มีผลต่อทุกคนที่เชื่อและทำตามอย่างสัตย์ซื่อ ทำไมชีวิตของคนที่สัตย์ซื่อราบรื่น เป็นพระพรสู่ผู้คนรอบข้าง ตรงกันข้ามคนที่ไม่สัตย์ซื่ออยู่ที่ไหนก็มีปัญหาและเป็นปัญหาสำหรับที่นั่นอยู่เสมอ พี่น้องที่รัก เรายังคงต้องคืนทศางค์ที่เต็มขนาดมายังคริสตจักรของพระเจ้าต่อไปเพื่อยืนยันความเป็นผู้พระเจ้า สามารถวางใจได้ เราควรถวายเวลาที่นมัสการอย่างเต็มขนาดไม่ใช่เจียดเวลามานมัสการพระเจ้า และเตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อนมัสการเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
 
ประการที่สาม พระพรที่ได้รับอย่างไม่ขาดสาย (10ข-12)
[...จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า   เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่ 11เราจะขนาบตัวที่ทำลายให้แก่เจ้า   เพื่อว่ามันจะไม่ทำลายผลแห่งพื้นดินของเจ้า และผลองุ่นในไร่นาของเจ้าจะไม่ร่วง พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ12พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า แล้วประชาชาติทั้งสิ้นจะเรียกเจ้าว่า ผู้ที่ได้รับพระพร ด้วยว่าเจ้าจะเป็นแผ่นดินที่น่าพึงใจ]
- พระเจ้าประทานพระสัญญาแห่งการถวายนี้เป็นการยืนยันแก่ประชากรที่เชื่อฟัง ซึ่งเป็นพระพรต่ออาชีพการงานพืชสวนไร่นา ปศุสัตว์ เป็นการจัดเตรียมด้วยพระคุณแก่คนอิสราเอล ไม่มีชนชาติไหนที่พระเจ้าจะตรัสอย่างนี้กับเขา แต่หากเขาไม่เชื่อฟังหรือไม่สัตย์ซื่อ คำสาปก็จะตกแก่คนนั้นเช่นกัน พระเจ้าเปิดโอกาสให้อิสราเอลและผู้เชื่อทดลองพระสัญญาแห่งการคืนทศางค์ดู ว่าพระองค์ทรงสัตย์เพียงไร (บางทีเราอาจจะบอกได้ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)
คริสเตียนใหม่คนหนึ่งมีอาชีพขายน้ำเต้าหู้แต่ละวันขายได้เงินประมาณ 100-200 บาท แถมยังเหลือบานเบอะต้อเททิ้งทุกวันทำให้ท้อใจกับอาชีพนี้ เมื่อมาโบสถ์ศิษยาภิบาลก็สอนเรื่องการถวายสิบลดอีก เขารู้สึกไม่พอใจศิษยาภิบาลเอามากๆ แต่ในใจก็อยากลองดูว่าพระเจ้าจะอวยพระพรจริงหรือเปล่า เลยแอบไปปรึกษาภรรยาศิษยาภิบาล เขาได้รับคำหนุนใจ คำแนะนำวิธีทำงานและการเก็บสิบลดของแต่ละวันแล้วลองทำตามที่ได้เรียนพระคัมภีร์ พอถึงวันอาทิตย์ต่อมาเขาก็นำสิบลดของตลอดทั้งสัปดาห์นั้นมาถวาย พี่น้องที่รักวันรุ่งขึ้นเขาก็เข็นรถน้ำเต้าหู้คันเดิม ไปขายที่เดิม เวลาเดิม แต่ปรากฏว่าน้ำเต้าหู้วันนี้ขายได้เงิน 700 กว่าบาท เขาตื่นเต้นมากกับพระพรที่พระเจ้าให้ ภายหลังจากเข็นรถเขาก็ขับรถขายของที่ให้รายได้มากกว่าเดิมที่พอจะเลี้ยงครอบครัวได้
 - ในชีวิตประจำวันของเรา ในอาชีพการงาน สุขภาพ รวมทั้งครอบครัว หากเราจะนั่งลงทบทวนดูพระพรที่ได้รับคงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเพราะเราสัตย์ซื่อ และพระเจ้าจัดเตรียมสิ่งดีให้ตามพระคุณที่สมควรได้รับ พระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี เราควรคืนทศางค์ด้วยความเต็มใจ พระเจ้าทรงห่วงใยเราทุกคน สิ่งที่จำเป็นพระองค์จะประทานแก่เราอย่างเพียงพอ พระองค์ทรงห่วงใยลูกของพระองค์มากเพียงไร ทรงทราบความปรารถนาทุกอย่างของเรา ทรงห่วงใยการนอน การกิน ของเราเพียงเราจะสัตย์ซื่อต่อพระองค์ นกกระจาบพระเจ้าไม่พอพระทัยมันไม่เคยตกถึงดิน พี่น้องและผม ประเสริฐกว่านกเหล่านั้นแม้เส้นผมของเราพระองค์ทรงนับไว้หมดแล้ว พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราว่า ของประทานอันดีทุกอย่าง   และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน   และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง   ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน   หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง  (ยากอบ 1.17)  
- ตัวอย่าง เมื่ออับราฮัมออกรบและชนะท่านริบข้าวของที่ได้มาแล้วถวายสิบลดให้แก่กษัตริย์เมลคีเซเดค ๆ ก็อวยพระพรอับราฮัมในพระนามของพระเยโฮวาห์ ท่านก็ยังเชื่อฟังเจ้าต่อไป ครั้นเมื่อทรงทดลองการเชื่อฟังโดยให้ถวายอิสอัคบุตรคนเดียวตามคำสัญญาแทนที่อับราฮัมจะต่อลองแล้วเอาอิชมาเอลไปฆ่าแทน แต่ท่านก็พาอิสอัคไปที่ภูเขา แม้อิสอัคจะถามเรื่อเครื่อเผาบูชาอับราฮัมก็บอกว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ พอไปถึงสถานที่จะนมัสการเผาเครื่องบูชาท่านก็มัดลูกชายหัว แก้วหัวแหวนอุ้มขึ้นวางบนแท่นเผาบูชา พระเจ้าทรงเห็นความสัตย์ซื่อของอับราฮัม ขณะที่อับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า … ทูตสวรรค์ว่า   อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย   เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า   ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า   แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา” อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่งเขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้น มาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย  ทูตของพระเจ้าเรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า พระเจ้าตรัสว่า   เราปฏิญาณในนามของเราว่า   เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า   คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าแน่   เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น   ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล   เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสาย ของเจ้า   เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา” (ปฐมกาล 22.10-13,15-18)
 
 
 
สรุป
คนอิสราเอลเป็นลูกหลานของอับราฮับเป็นเชื้อสายหรือชนชาติที่ไม่เคยตาย(สูญพันธ์) เราทั้งหลายเป็นอิสราเอลยุคใหม่ เป็นอิสราเอลแห่งความเชื่อ เราจะสามารถพิสูจน์ความเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นชนชาติใหม่ของพระเจ้าได้เช่นกัน หากเพียงเราจะเป็นคนนั้นที่ ดำเนินชีวิตด้วยความสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญา สัตย์ซื่อต่อพระวจนะ เชื่อฟังประสงค์ของพระเจ้า ถวายศางค์ที่เต็มขนาด จัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดถวายนมัสการแด่พระองค์ แล้วพระพรจากฟ้าสวรรค์จะไหลหลั่งลงมาเหนือชีวิตของเรา
พระธรรมฮาบากุก 2.4 กล่าวว่า
“4ดูเถิด ผู้ที่จิตใจไม่ชอบธรรมก็จะล้ม
แต่ว่าคนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่ ด้วยความซื่อสัตย์
และสุภาษิต 20.7 ก็กล่าวเช่นกันว่า
“คนชอบธรรมผู้ดำเนินในความสัตย์ซื่อของตน
บุตรชายของเขาที่เกิดตามเขามาย่อมได้รับพร