เผยพระวจนะ พระธรรมมาลาคี 3:6-12
หัวข้อ: “บทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้า”
สันติ แดงเรือน อาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2006
คำนำ
บ่ายวันหนึ่งชายวัยกลางคนจูงลูกชายสองคนไปชมละครสัตว์ พอไปถึงตรงช่องขายตั๋วก็ถามพนักงานขายว่า “มีตั๋วสำหรับเด็กไหม” พนักงานบอกว่า “ไม่มีครับ เราขายบัตรราคาเดียว คือ 150 บาททุกที่นั่ง และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู ลูกคุณอายุเท่าไรล่ะครับ”
ผู้เป็นพ่อตอบว่า “คนเล็ก 5 ขวบ คนโต 7 ขวบพอดี งั้นผมขอซื้อตัวสองใบ” พนักงานขายตั๋วชะโงกหน้าออกมาดูเด็กทั้งสองคนแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ขอโทษ ไม่ทราบคุณรวยมาจากไหน ทำไมคุณไม่ประหยัดสัก 150 บาท ไว้ซื้อขนมให้เด็กๆ เพียงคุณบอกว่าลูกคนโตอายุ 6 ขวบเท่านั้น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กอายุ 6 ขวบกับ 7 ขวบจะมีความแตกต่างกันตรงไหน”
ชายคนนี้ตอบพนักงานขายตั๋วว่า “ถูกของคุณ ผมอาจจะบอกว่าลูกคนโตของมอายุ 6 ขวบก็ได้ และคุณก็ไม่มีทางรู้ความจริงว่า ลูกคนโตของผมอายุเท่าไรตามที่คุณว่า แต่ลูกทั้งสองของผมก็รู้ว่าความจริงเขาอายุเท่าไร นี่คือเงินค่าตัวสองใบ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำขอพระเจ้าอวยพระพร” เสียงลูกชายคนเล็กพูดขึ้นมา ว่า “ยอดไปเลยคุณพ่อ คุณพ่อทำเหมือนกับที่สอนพวกหนูไว้เปี๊ยบเลย”
บางทีโอกาส ที่ทำให้เราละเลยความสัตย์ซื่อ ก็มาทดลองเราได้บ่อยครั้ง แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้นว่า แม่ค้าทอนเงินเกินเราคืนให้เขาหรือเก็บใส่กระเป๋า? หรือสิ่งที่เราพบบ่อยมาก เมื่อเราขับรถไปถึงสี่แยกแล้วไฟสัญญาณสีเหลืองให้เตรียมหยุดก็โชว์พอดี เราเหยียบเบรคหรือคันเร่ง? พระวจนะของพระเจ้าที่เราจะพิจารณาด้วยกันในเช้าวันนี้ผมให้หัวข้อ ว่า “บทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้า”
เนื้อหาสาระ
พระธรรมมาลาคีได้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่น่าวิตกคือมีความเข้าใจเรื่องการนมัสการที่ผดเพี้ยนไป ผู้ชอบธรรมมีความท้อถอย คนทำผิดมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นเหตุให้คนเห็นผิดเป็นชอบและเกิดความเบื่อหน่ายพร้อมที่จะทิ้งความเชื่อ มีปัญหาการแต่งงานกับคนต่างชาติเป็นผลให้ครอบครัวแตกแยก ละทิ้งความเชื่อ ละทิ้งชาติและชนชาติของพระเจ้ากำลังจะถูกกลืนเพราะชาวต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเพราะการแต่งงาน
มาลาคีทำงานในกรุงเยรูซาเล็มประมาณระหว่างปี 460-450 กคศ.เป็นเวลาที่พระวิหารที่ถูกกองทัพบาบิโลนทำลายนั้น ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เสร็จแล้ว (515 กคศ.) โดยการอนุญาตของกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ที่เอาชนะบาบิโลน (538 กคศ.) มาลาคีมีชีวิตอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างลำบากเพราะสังคมกำลังหลงทาง จวนจะกู่ไม่กลับ พระเจ้าทรงใช้ มาลาคี(ตามชื่อนี้แปลว่า ทูตของพระเจ้า) เพื่อมาเตือนให้คนอิสราเอลกลับมาหาพระเจ้า รักษาพันธสัญญาอย่างสัตย์ซื่อ ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัย พระประสงค์ของพระเจ้า มีหนังสือธรรมบัญญัติเป็นมาตรฐาน ธรรมบัญญัตินี้คือหนังสือห้าเล่มแรกของพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งชาวยิวเรียกว่า “โทราห์” หมายถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นเอง
จากพระธรรมตอนนี้ ให้เราดูบทพิสูจน์ประชากรของพระเจ้าด้วยกัน
ประการแรก ประชากรของพระเจ้าต้องสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญา (6-7ก)
[เพราะว่าเราคือพระเจ้าไม่มีผันแปร โอ บุตรยาโคบเอ๋ย เจ้าทั้งหลายจึงไม่ถูกเผาผลาญหมดเจ้าได้หันเหไปเสียจากกฎเกณฑ์ของเราและมิได้รักษาไว้ ตั้งแต่ครั้งสมัยบรรพบุรุษของเจ้า]
พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ตรัสว่า “เพราะว่าเราคือพระเจ้าไม่มีผันแปร” พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า นิรันดร์กาล พระองค์ทรงเหมือนเดิม ถ้าพระเจ้าไม่เหมือนเดิมอิสราเอลคงจะถูกเผาไปแล้ว และที่ภูเขาซีนายทรงประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอลให้เขาเป็นประชากรของพระองค์ มีเงื่อนไขคือให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อฟังตามพระบัญญัติ ด้วยการรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดกำลังความคิด และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง สัตย์ซื่อต่อพันธสัญญานี้ แล้วพระเจ้าจะยกพวกเขาขึ้น อวยพระพร ให้อยู่เย็นเป็นสุข
การเป็นคนสัตย์ซื่อความหมายว่าผู้นั้นมีความน่าเชื่อถือ สามารถไว้ใจได้ ยึดมั่นในข้อเท็จจริง เป็นความสัมพันธ์กับพระเจ้าและมนุษยชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในพระคัมภีร์กล่าวถึงเป็นการยึดมั่นรักษาพันธสัญญาของพระเจ้า คือต้องรักและสัตย์ซื่อ ประพฤติ ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่คิดคด ทรยศ เป็นกบฏต่อพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวต่อพระเจ้า
ความไม่สัตย์ซื่อของคนอิสราเอลในยุคของมาลาคีคือการนมัสการที่ผิดๆ สักแต่ทำตามพิธี บางคนทำเอาหน้า ทำโดยจำใจเพราะเป็นกฏ การนมัสการจึงมิได้ออกมาจากใจจริง คดโกง นำสิ่งของเลวๆ ไม่มีคุณภาพมาถวาย มักง่าย ตั้งแต่ปุโรหิตลงไปถึงประชาชน การผิดต่อพันธสัญญาอย่างนี้เป็นบาปฉกรรจ์อีกบาปหนึ่ง เป็นปัญหาที่ต้องกลับใจเสียโดยด่วน และมาลาคีก็ชี้ให้เห็นว่า ปุโรหิตที่ดีคือผู้ที่มีคำสอนที่แท้จริง เป็นทูตของพระเจ้า ดำเนินชีวิตด้วยสันติและเที่ยงตรง นำคนให้พ้นจากความผิดบาป
พี่น้องที่รัก เมื่อเราได้เข้ามาเป็นบุตรของพระเจ้าดำเนินชีวิตตามฝ่ายพระวิญญาณ เราก็เป็นคนนั้นที่ต้องสัตย์ซื่อ ต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าและพี่น้อง ทุกคนที่เข้าพิธีบัพติศมาศักดิ์สิทธิ์ เราได้สัญญาว่า “ …จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระเจ้าและกับบรรดาสมาชิกด้วยใจถ่อมและอ่อนสุภาพ ร่วมนมัสการ อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์กับบรรดาธรรมิกชนในพระวิหาร ด้วยความสัตย์ซื่อ ต่อองค์พระเยซูคริสต์ตลอดชีวิต …ยินดีถวายส่วนทรัพย์ที่พระเจ้าทรงประทาน เพื่อจะมีส่วนในพระราชกิจของพระองค์ …ยินดีนำคนอื่นๆ มารับชีวิตใหม่ในพระองค์” มีใครจำคำสัญญานี้ได้บ้าง เราจึงจำเป็นต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า สัตย์ซื่อต่อคริสตจักร ต่อพี่น้อง สัตย์ซื่อต่อคู่สมรส-ครอบครัว รวมทั้งยังคงรักษาความสัตย์ซื่อในอาชีพการงาน มีจรรยาบรรณ เป็นคนที่มีจริยธรรมสูง แม้เราจะอยู่ในสังคมที่ลูบหน้าปะจมูก ละเว้นคนทำผิด หาเรื่องคนทำความดี แต่เราไม่สามารถเป็นเหมือนกับอาดัมที่กินผลไม้ที่เอวาส่งให้ได้อีก แม้เราจะอด จะเสียหน้าของตนเอง หรือเสียผลประโยชน์ของตนเอง
– ตัวอย่าง เราจำได้เมื่อคนอิสราเอลเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าทุกประการสิ่งใดที่เขาทำก็ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น ครั้งหนึ่ง เมื่ออิสราเอลบุกโจมตียึดเมืองเยรีโคได้สำเร็จ และโยชูวาสั่งให้ทำลายสิ่งของทั้งหมด ยกเว้น เงิน ทองและโลหะให้นำมาเก็บไว้ในคลังของพระเจ้าแต่มีชายคนหนึ่งชื่ออาคาน เห็นสิ่งที่ต้องทำลายนั้นแล้วนึกเสียดาย จึงเก็บไว้เป็นของตน ต่อมาคนอิสราเอลต้องออกรบกับชาวเมืองอัย ปรากฏว่า การรบกับชาวเมืองอัยซึ่งมีประชากรเพียงหยิบมือ แต่กองทัพอิสราเอลแพ้อย่างไม่เป็นท่า มีสาเหตุมาจากชายคนเดียวที่ไม่สัตย์ซื่อ ด้วยการยักยอกทรัพย์นั้น ในที่สุดอาคานกับครอบครัวก็ถูกลงโทษตามการกระทำของเขา
ขอพระเจ้าช่วยผมและพี่น้อง ให้เราสัตย์ซื่อต่อคำมั่นสัญญาที่เราได้ปฏิญาณต่อพระองค์
ประการที่สอง การคืนทศางค์ที่เต็มขนาด (7ข-10ก)
[พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า เจ้าจงกลับมาหาเรา และเราจะกลับมาหาเจ้าทั้งหลาย แต่เจ้ากล่าวว่า 'เราทั้งหลายจะกลับมาสถานใด' จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า 'เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร' ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์ และเครื่องบูชานั่นซี 9 เจ้าทั้งหลายต้องถูกสาปแช่งด้วยคำสาปแช่ง เพราะเจ้าทั้งหลายทั้งชาติฉ้อเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์ เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา ]
การคืนทศางค์เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อให้ประชาชนเรียนรู้ การยำเกรง เชื่อฟังพระองค์ รักพระเจ้า รักมนุษย์ ให้รู้ว่าเรี่ยวแรงกำลังของเขานั้นพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ เขาต้องนำทศางค์มาไว้ในคลังของพระเจ้าที่พระวิหาร พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 14.23 กล่าวว่า
“ ท่านจงรับประทานทศางค์ที่ได้จากข้าว หรือเหล้าองุ่นของท่าน หรือน้ำมันของท่าน และผลรุ่นแรกจากฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่าน ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านใน สถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้ เพื่อให้พระนามของพระองค์สถิตที่นั่นเพื่อท่านทั้งหลายจะ ได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายเสมอ”
ทศางค์หรือที่เราเรียกว่าสิบลด ประชาชนต้องนำทศางค์อย่างสัตย์ซื่อจากเรือกสวนไร่นาและฝูงสัตว์นำมาคืนแด่พระเจ้าและมอบเป็นส่วนให้แก่คนเลวี และเลวีเองก็จะมอบทศางค์แก่ ปุโรหิตอีกทีหนึ่ง รวมทั้งทศางค์เหล่านี้ก็จะเป็นส่วนที่นำมาเลี้ยงดูคนแปลกหน้า แม่ม่ายและเด็กกำพร้า ปุโรหิตและคนเลวี ไม่มีที่ดินอาศัยเป็นของตนเอง ไม่มีอาชีพอื่น นอกจากดูแลพระวิหารกับการนมัสการ การถวามเครื่องบูชาในพระวิหารเท่านั้น การถวายนี้เป็นพันธสัญญาเพื่อว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาจะทรงอำนวยพระพรแก่บรรดากิจการซึ่งมือของเขาทั้งหลายได้กระทำนั้น
แต่สิ่งที่ประชาชนนำมาถวายกันคือสัตว์พิการ เครื่องบูชาที่เป็นมลทิน ทศางค์ที่ไม่เต็มขนาด สิ่งดีเก็บไว้กับตัว สิ่งไม่ดีนำมาที่พระวิหารและให้แก่คนยากจน ที่เขาทำถวายพระเจ้านั้น จึงเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เป็นการฉ้อพระเจ้า โกงพระเจ้า แต่ก็ยังบอว่าสิ่งนี้ไม่ผิด พฤติกรรมของคนเป็นอันมากป่าวร้องความ จงรักภักดีของเขาเอง แต่ไม่มีคนสัตย์ซื่อ (สภษ 20.6)
พระเจ้าตรัสผ่านมาลาคีว่า
6“บุตรก็ย่อมให้เกียรติแก่บิดาของเขา คนใช้ก็ย่อมให้เกียรตินายของเขา แล้วถ้าเราเป็นพระบิดา เกียรติของเราอยู่ที่ไหน และถ้าเราเป็นนาย ความยำเกรงเรามีอยู่ที่ไหน นี่แหละพระเจ้าจอมโยธาตรัสแก่ท่านนะ โอ บรรดาปุโรหิตผู้ดูหมิ่นนามของเรา ท่านก็ว่า 'ข้าพระองค์ทั้งหลายดูหมิ่นพระนามของพระองค์สถานใด' 7ก็โดยนำอาหารมลทินมาถวายบนแท่นของเราอย่างไรล่ะ แล้วท่านว่า 'ข้าพระองค์ทั้งหลายกระทำให้มันเป็นมลทินสถานใด' ก็โดยคิดว่าโต๊ะของพระเจ้านั้นเป็นที่ดูหมิ่นอย่างไรล่ะ 8เมื่อเจ้านำสัตว์ตาบอดมาเป็นสัตวบูชา กระทำเช่นนั้นไม่ชั่วหรือ และเมื่อเจ้าถวายสัตว์ที่พิการหรือป่วย กระทำเช่นนั้นไม่ชั่วหรือ พระเจ้าจอมโยธา ตรัสว่า จงนำของอย่างนั้นไปกำนัลเจ้าเมืองของเจ้าดู เขาจะพอใจเจ้าหรือ จะแสดงความชอบพอต่อเจ้าไหม” (มาลาคี 1.6-8)
- ทศางค์ที่ถูกต้อง ตัวอย่างของการเลือกทศางค์จากฝูงสัตว์จะทำดังนี้คือ เขายืนนับสัตว์ที่กำลังเข้าคอกคัดเอาทุกตัวที่สิบไม่ว่าดีหรือไม่ นำไปถวายพระเจ้า ถ้าใครอยากถวายเงินแทนพืชหรือสัตว์เลี้ยง ก็ต้องตามราคาที่ปุโรหิตกำหนดให้ และต้องเพิ่มอีกหนึ่งในห้า(20 %) ของราคานั้นเป็นค่าปรับ เพราะเขาได้เอาของถวายแด่พระเจ้าแล้วกลับมาใช้เอง ส่วนถวายเครื่องบูชาก็ต้องนำสัตว์ที่ดีที่สุด พืชที่ดีที่สุดมาถวายแด่พระเจ้า
- ในพันธสัญญาใหม่ไม่ได้บอกว่าคริสเตียนต้องคืนทศางค์ เป็นเหตุให้บางคนบอกว่า เป็นเรื่องที่พ้นสมัยไปแล้วตามพระบัญญัติ ความจริงแม้ว่าพันธสัญญาใหม่ไม่ได้บอกเรื่องนี้ แต่พระคัมภีร์ใหม่ก็ไม่ได้ยกเลิกพระคัมภีร์เดิม พระวจนะของพระเจ้าคือพระวจนะของพระเจ้าที่มีฤทธิ์เดช มีพลานุภาพอยู่เสมอ มีผลต่อทุกคนที่เชื่อและทำตามอย่างสัตย์ซื่อ ทำไมชีวิตของคนที่สัตย์ซื่อราบรื่น เป็นพระพรสู่ผู้คนรอบข้าง ตรงกันข้ามคนที่ไม่สัตย์ซื่ออยู่ที่ไหนก็มีปัญหาและเป็นปัญหาสำหรับที่นั่นอยู่เสมอ พี่น้องที่รัก เรายังคงต้องคืนทศางค์ที่เต็มขนาดมายังคริสตจักรของพระเจ้าต่อไปเพื่อยืนยันความเป็นผู้พระเจ้า สามารถวางใจได้ เราควรถวายเวลาที่นมัสการอย่างเต็มขนาดไม่ใช่เจียดเวลามานมัสการพระเจ้า และเตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อนมัสการเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
ประการที่สาม พระพรที่ได้รับอย่างไม่ขาดสาย (10ข-12)
[...จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่ 11เราจะขนาบตัวที่ทำลายให้แก่เจ้า เพื่อว่ามันจะไม่ทำลายผลแห่งพื้นดินของเจ้า และผลองุ่นในไร่นาของเจ้าจะไม่ร่วง พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ12พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า แล้วประชาชาติทั้งสิ้นจะเรียกเจ้าว่า ผู้ที่ได้รับพระพร ด้วยว่าเจ้าจะเป็นแผ่นดินที่น่าพึงใจ]
- พระเจ้าประทานพระสัญญาแห่งการถวายนี้เป็นการยืนยันแก่ประชากรที่เชื่อฟัง ซึ่งเป็นพระพรต่ออาชีพการงานพืชสวนไร่นา ปศุสัตว์ เป็นการจัดเตรียมด้วยพระคุณแก่คนอิสราเอล ไม่มีชนชาติไหนที่พระเจ้าจะตรัสอย่างนี้กับเขา แต่หากเขาไม่เชื่อฟังหรือไม่สัตย์ซื่อ คำสาปก็จะตกแก่คนนั้นเช่นกัน พระเจ้าเปิดโอกาสให้อิสราเอลและผู้เชื่อทดลองพระสัญญาแห่งการคืนทศางค์ดู ว่าพระองค์ทรงสัตย์เพียงไร (บางทีเราอาจจะบอกได้ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)
คริสเตียนใหม่คนหนึ่งมีอาชีพขายน้ำเต้าหู้แต่ละวันขายได้เงินประมาณ 100-200 บาท แถมยังเหลือบานเบอะต้อเททิ้งทุกวันทำให้ท้อใจกับอาชีพนี้ เมื่อมาโบสถ์ศิษยาภิบาลก็สอนเรื่องการถวายสิบลดอีก เขารู้สึกไม่พอใจศิษยาภิบาลเอามากๆ แต่ในใจก็อยากลองดูว่าพระเจ้าจะอวยพระพรจริงหรือเปล่า เลยแอบไปปรึกษาภรรยาศิษยาภิบาล เขาได้รับคำหนุนใจ คำแนะนำวิธีทำงานและการเก็บสิบลดของแต่ละวันแล้วลองทำตามที่ได้เรียนพระคัมภีร์ พอถึงวันอาทิตย์ต่อมาเขาก็นำสิบลดของตลอดทั้งสัปดาห์นั้นมาถวาย พี่น้องที่รักวันรุ่งขึ้นเขาก็เข็นรถน้ำเต้าหู้คันเดิม ไปขายที่เดิม เวลาเดิม แต่ปรากฏว่าน้ำเต้าหู้วันนี้ขายได้เงิน 700 กว่าบาท เขาตื่นเต้นมากกับพระพรที่พระเจ้าให้ ภายหลังจากเข็นรถเขาก็ขับรถขายของที่ให้รายได้มากกว่าเดิมที่พอจะเลี้ยงครอบครัวได้
- ในชีวิตประจำวันของเรา ในอาชีพการงาน สุขภาพ รวมทั้งครอบครัว หากเราจะนั่งลงทบทวนดูพระพรที่ได้รับคงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเพราะเราสัตย์ซื่อ และพระเจ้าจัดเตรียมสิ่งดีให้ตามพระคุณที่สมควรได้รับ พระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี เราควรคืนทศางค์ด้วยความเต็มใจ พระเจ้าทรงห่วงใยเราทุกคน สิ่งที่จำเป็นพระองค์จะประทานแก่เราอย่างเพียงพอ พระองค์ทรงห่วงใยลูกของพระองค์มากเพียงไร ทรงทราบความปรารถนาทุกอย่างของเรา ทรงห่วงใยการนอน การกิน ของเราเพียงเราจะสัตย์ซื่อต่อพระองค์ นกกระจาบพระเจ้าไม่พอพระทัยมันไม่เคยตกถึงดิน พี่น้องและผม ประเสริฐกว่านกเหล่านั้นแม้เส้นผมของเราพระองค์ทรงนับไว้หมดแล้ว พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราว่า “ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง” (ยากอบ 1.17)
- ตัวอย่าง เมื่ออับราฮัมออกรบและชนะท่านริบข้าวของที่ได้มาแล้วถวายสิบลดให้แก่กษัตริย์เมลคีเซเดค ๆ ก็อวยพระพรอับราฮัมในพระนามของพระเยโฮวาห์ ท่านก็ยังเชื่อฟังเจ้าต่อไป ครั้นเมื่อทรงทดลองการเชื่อฟังโดยให้ถวายอิสอัคบุตรคนเดียวตามคำสัญญาแทนที่อับราฮัมจะต่อลองแล้วเอาอิชมาเอลไปฆ่าแทน แต่ท่านก็พาอิสอัคไปที่ภูเขา แม้อิสอัคจะถามเรื่อเครื่อเผาบูชาอับราฮัมก็บอกว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ พอไปถึงสถานที่จะนมัสการเผาเครื่องบูชาท่านก็มัดลูกชายหัว แก้วหัวแหวนอุ้มขึ้นวางบนแท่นเผาบูชา พระเจ้าทรงเห็นความสัตย์ซื่อของอับราฮัม ขณะที่อับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า … ทูตสวรรค์ว่า “อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา” อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่งเขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้น มาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย ทูตของพระเจ้าเรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสาย ของเจ้า เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา” (ปฐมกาล 22.10-13,15-18)
สรุป
คนอิสราเอลเป็นลูกหลานของอับราฮับเป็นเชื้อสายหรือชนชาติที่ไม่เคยตาย(สูญพันธ์) เราทั้งหลายเป็นอิสราเอลยุคใหม่ เป็นอิสราเอลแห่งความเชื่อ เราจะสามารถพิสูจน์ความเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นชนชาติใหม่ของพระเจ้าได้เช่นกัน หากเพียงเราจะเป็นคนนั้นที่ ดำเนินชีวิตด้วยความสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญา สัตย์ซื่อต่อพระวจนะ เชื่อฟังประสงค์ของพระเจ้า ถวายศางค์ที่เต็มขนาด จัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดถวายนมัสการแด่พระองค์ แล้วพระพรจากฟ้าสวรรค์จะไหลหลั่งลงมาเหนือชีวิตของเรา
พระธรรมฮาบากุก 2.4 กล่าวว่า
“4ดูเถิด ผู้ที่จิตใจไม่ชอบธรรมก็จะล้ม
แต่ว่าคนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่ ด้วยความซื่อสัตย์”
และสุภาษิต 20.7 ก็กล่าวเช่นกันว่า
“คนชอบธรรมผู้ดำเนินในความสัตย์ซื่อของตน
บุตรชายของเขาที่เกิดตามเขามาย่อมได้รับพร”